ตัวอย่าง Barry Season 2
ตัวอย่าง Barry Season 2
Barry Season 2

Barry Season 2

แบร์รี่
★ 7.9/10 2018 ซีรีส์ ตลก หนังชีวิต อาชญากรรม

ทำความรู้จัก Barry Season 2

เมื่อคนที่เคยใช้ความรุนแรงเป็นอาชีพเริ่มเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นคนใหม่ได้ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เขาจะหนีพ้นอดีตหรือไม่ แต่คืออดีตจะยอมปล่อยเขาไปหรือเปล่า และราคาของการเริ่มต้นใหม่นั้นจะต้องจ่ายด้วยอะไร ซีรีส์ แบร์รี่ ซีซัน 2 พาตัวละครที่เคยหลงทางมาแล้วครั้งหนึ่งกลับมาอยู่ตรงทางแยกเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทางแยกนั้นแคบลง มืดลง และไม่มีที่ให้หันหลังกลับได้ง่ายเหมือนเดิม หากซีซันแรกคือเรื่องของการค้นพบประตูบานใหม่โดยบังเอิญ ซีซันนี้คือเรื่องของการพยายามฝืนเปิดประตูบานนั้นค้างไว้ทั้งที่อีกมือยังเปื้อนเลือดอยู่ ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่แค่ระหว่างโลกของนักฆ่ากับโลกของนักแสดงอีกต่อไป แต่อยู่ระหว่างความปรารถนาจะเป็นคนดีกับความจริงที่ว่าเขาเคยทำเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะลบล้างได้ การเล่าเรื่องในซีซันนี้จึงมีน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น ขมขึ้น และจริงใจกับความเจ็บปวดของตัวเองมากขึ้น ราวกับเสียงหัวเราะที่เคยดังในห้องซ้อมกำลังค่อยค่อยถูกกลืนหายไปในความเงียบของห้องมืดที่ไม่มีผู้ชม ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ซีรีส์ไม่ได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าแบร์รี่เป็นคนดีหรือคนเลว แต่ตั้งคำถามที่ยากกว่านั้นว่าเมื่อคนคนหนึ่งอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง สังคม ความทรงจำ และผลของการกระทำจะอนุญาตให้เขาทำเช่นนั้นได้หรือไม่ นี่คือเดิมพันทางศีลธรรมที่ทำให้เรื่องราวของนักฆ่าอยากเป็นนักแสดงเรื่องนี้แตกต่างจากงานตลกร้ายทั่วไป เพราะมันไม่ได้ใช้ความรุนแรงเป็นเพียงฉากหลังของมุกตลก แต่ใช้มันเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกผิดที่กัดกินตัวละครจากข้างในอย่างช้าช้าและต่อเนื่อง โครงสร้างของซีซันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันจากสองทิศทางที่บีบเข้ามาพร้อมกันจนแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ ด้านหนึ่งคือโลกอาชญากรรมที่เขาเคยคิดจะทิ้งไว้ข้างหลัง แต่กลับยิ่งถลำลึกกว่าเดิมเพราะความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับผู้ว่าจ้าง เพื่อนร่วมงาน และคนที่รู้ความลับของเขา อีกด้านหนึ่งคือโลกของการแสดงที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นความหวังในการไถ่บาป แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเวทีที่ต้องใช้ความจริงใจแลกกับคำโกหกก้อนใหญ่กว่าเดิม แบร์รี่ต้องการเป็นที่ยอมรับในฐานะนักแสดง ต้องการความรัก ต้องการคำปรบมือ ต้องการเชื่อว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเครื่องมือสังหารของคนอื่น แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามก้าวไปข้างหน้าในโลกใหม่ รอยเท้าเปื้อนเลือดจากโลกเก่าก็ตามมาทันเสมอ การเล่าแบบหลายตอนทำให้แรงกดดันนี้ค่อยค่อยสะสมทีละชั้นอย่างมีจังหวะ ไม่ได้เร่งให้ตัวละครตัดสินใจในตอนเดียว แต่ปล่อยให้เขาผัดวันประกันพรุ่ง โกหกตัวเอง และหาข้ออ้างใหม่ใหม่ไปเรื่อยเรื่อย จนผู้ชมเริ่มเห็นรอยร้าวในคำพูดของเขาชัดขึ้นเรื่อยเรื่อย ความคมของการเล่าเรื่องแบบต่อเนื่องจึงอยู่ที่การเผยให้เห็นกระบวนการหลอกตัวเองของมนุษย์อย่างเป็นขั้นตอน จากชายที่บอกว่าเขาจำเป็นต้องทำเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่ชายที่เริ่มใช้การแสดงเป็นข้ออ้างเพื่อทำความรุนแรงต่อไปโดยรู้สึกผิดน้อยลง ความตลกในซีซันนี้จึงไม่ได้มาจากความโก๊ะหรือไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิมทั้งหมด แต่มาจากความย้อนแย้งที่น่าอึดอัด เมื่อตัวละครพยายามพูดถึงการเยียวยา การให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่ ขณะที่มือของเขายังไม่หยุดสร้างบาดแผลใหม่ให้คนรอบข้าง ความตึงเครียดแบบนี้ทำให้แต่ละตอนเชื่อมกันเหมือนโซ่ที่รัดแน่นขึ้นเรื่อยเรื่อย ไม่มีตอนไหนที่รู้สึกเหมือนส่วนเกิน เพราะทุกการตัดสินใจเล็กเล็กในห้องเรียนการแสดงส่งผลสะเทือนไปถึงตรอกมืดในลอสแอนเจลิส และทุกการตัดสินใจในโลกอาชญากรรมก็ย้อนกลับมาทำลายความบริสุทธิ์บนเวทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำให้ซีซันนี้โดดเด่นกว่าผลงานแนวอาชญากรรมผสมตลกเรื่องอื่นคือการไม่ยอมผ่อนปรนให้กับตัวเอกของตัวเอง ซีรีส์หลายเรื่องมักจะทำให้ผู้ชมเอาใจช่วยอาชญากรที่มีเสน่ห์ด้วยการทำให้เหยื่อของเขาดูสมควรตายหรือทำให้โทนเรื่องเบาจนลืมความรุนแรงไป แต่แบร์รี่เลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม มันบังคับให้ผู้ชมมองเห็นผลลัพธ์ของความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย ความหวาดกลัวของคนที่ต้องอยู่ใต้อำนาจ และความแตกสลายของคนที่ต้องลงมือทำ บรรยากาศของเรื่องจึงแกว่งไปมาอย่างมีชั้นเชิงระหว่างห้องซ้อมการแสดงที่สว่างอบอุ่นเต็มไปด้วยความฝันกับตรอกซอกซอยยามค่ำคืนของลอสแอนเจลิสที่เงียบเย็นและคาดเดาไม่ได้ การตัดสลับกันของสองพื้นที่นี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนฉากเพื่อสร้างจังหวะ แต่คือการเปรียบเทียบโลกสองใบที่ตัวเอกพยายามอาศัยอยู่พร้อมกันอย่างสิ้นหวัง ด้านการแสดงนั้นหัวใจสำคัญอยู่ที่การถ่ายทอดความไม่มั่นคงภายในของชายผู้ไม่ถนัดทั้งการฆ่าและการแสดงอีกต่อไป สีหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงความตื่นตระหนก แววตาที่อยากเชื่อในสิ่งดีดีแต่ไม่กล้าเชื่ออย่างเต็มที่ และจังหวะการพูดที่ติดขัดเหมือนคนที่กำลังแปลภาษาของหัวใจตัวเองให้คนอื่นฟัง ตัวละครรอบข้างก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบของมุกตลก แต่เป็นภาพสะท้อนของทางเลือกที่แตกต่างกัน ทั้งครูการแสดงที่หลงตัวเองแต่โหยหาความหมาย เพื่อนนักแสดงที่ไล่ตามความฝันอย่างไม่ลืมหูลืมตา และอาชญากรที่มองชีวิตเป็นเพียงเกมอำนาจ ความสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยขับเน้นความโดดเดี่ยวของแบร์รี่ให้ชัดขึ้น เพราะยิ่งเขาอยู่ท่ามกลางผู้คนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งต้องแสดงบทบาทที่ห่างไกลจากความจริงในใจมากขึ้นเท่านั้น ความแตกต่างที่สำคัญของซีซันนี้เมื่อเทียบกับซีซันแรกและเมื่อเทียบกับซีรีส์แนวเดียวกันคือการเปลี่ยนจากเรื่องของคนนอกที่พลัดหลงเข้ามาในโลกใหม่ ไปสู่เรื่องของคนที่ติดอยู่ตรงกลางและไม่สามารถอ้างความเป็นคนนอกได้อีกต่อไป เขาไม่ใช่เหยื่อของสถานการณ์อีกต่อไป แต่เป็นผู้สร้างสถานการณ์ด้วยมือของตัวเอง ความตลกจึงมีรสขมมากขึ้น ความเงียบมีน้ำหนักมากขึ้น และช่วงเวลาที่ควรจะอบอุ่นกลับแฝงความหนาวเยือกไว้ข้างในอย่างน่าประหลาด สำหรับผู้ชมที่ติดตามเรื่องราวแนวดราม่าอาชญากรรมที่ตั้งคำถามกับศีลธรรม ซีซันนี้มอบประสบการณ์ที่ลึกกว่าเดิม เพราะมันไม่ได้ถามเพียงว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่ถามว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีความหมายอะไรหากเราไม่ยอมรับผิดอย่างแท้จริง การรับชมแบบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบอย่าง แบร์รี่ ครบทุกตอน จะทำให้เห็นพัฒนาการของรอยร้าวนี้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะรายละเอียดเล็กเล็กที่หยอดไว้ในตอนต้นจะค่อยค่อยกลายเป็นน้ำหนักที่ถ่วงตัวละครในตอนหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่ไม่ใช่ซีรีส์ที่มอบความบันเทิงแบบฉาบฉวยแล้วจบไป แต่เป็นงานที่ทิ้งคำถามค้างไว้ในใจผู้ชม long หลังจากภาพตัดไปแล้ว ว่าสุดท้ายแล้วเวทีที่สว่างที่สุดอาจไม่ใช่ที่ที่ช่วยให้เราหนีจากความมืด แต่เป็นที่ที่ทำให้เห็นความมืดในตัวเราชัดที่สุด และคำถามนั้นเองคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางของชายคนนี้ยังคงน่าติดตาม น่าขบคิด และน่าจับตามองว่าจะพาเขาไปสู่จุดใดต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องเฉลยบทสรุปทั้งหมดล่วงหน้า

รายละเอียด Barry Season 2

เมื่อคนที่เคยใช้ความรุนแรงเป็นอาชีพเริ่มเชื่อว่าตัวเองสามารถเป็นคนใหม่ได้ คำถามที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่เขาจะหนีพ้นอดีตหรือไม่ แต่คืออดีตจะยอมปล่อยเขาไปหรือเปล่า และราคาของการเริ่มต้นใหม่นั้นจะต้องจ่ายด้วยอะไร ซีรีส์ แบร์รี่ ซีซัน 2 พาตัวละครที่เคยหลงทางมาแล้วครั้งหนึ่งกลับมาอยู่ตรงทางแยกเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทางแยกนั้นแคบลง มืดลง และไม่มีที่ให้หันหลังกลับได้ง่ายเหมือนเดิม หากซีซันแรกคือเรื่องของการค้นพบประตูบานใหม่โดยบังเอิญ ซีซันนี้คือเรื่องของการพยายามฝืนเปิดประตูบานนั้นค้างไว้ทั้งที่อีกมือยังเปื้อนเลือดอยู่ ความขัดแย้งจึงไม่ได้อยู่แค่ระหว่างโลกของนักฆ่ากับโลกของนักแสดงอีกต่อไป แต่อยู่ระหว่างความปรารถนาจะเป็นคนดีกับความจริงที่ว่าเขาเคยทำเรื่องเลวร้ายเกินกว่าจะลบล้างได้ การเล่าเรื่องในซีซันนี้จึงมีน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น ขมขึ้น และจริงใจกับความเจ็บปวดของตัวเองมากขึ้น ราวกับเสียงหัวเราะที่เคยดังในห้องซ้อมกำลังค่อยค่อยถูกกลืนหายไปในความเงียบของห้องมืดที่ไม่มีผู้ชม ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ซีรีส์ไม่ได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าแบร์รี่เป็นคนดีหรือคนเลว แต่ตั้งคำถามที่ยากกว่านั้นว่าเมื่อคนคนหนึ่งอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง สังคม ความทรงจำ และผลของการกระทำจะอนุญาตให้เขาทำเช่นนั้นได้หรือไม่ นี่คือเดิมพันทางศีลธรรมที่ทำให้เรื่องราวของนักฆ่าอยากเป็นนักแสดงเรื่องนี้แตกต่างจากงานตลกร้ายทั่วไป เพราะมันไม่ได้ใช้ความรุนแรงเป็นเพียงฉากหลังของมุกตลก แต่ใช้มันเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกผิดที่กัดกินตัวละครจากข้างในอย่างช้าช้าและต่อเนื่อง

โครงสร้างของซีซันนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกดดันจากสองทิศทางที่บีบเข้ามาพร้อมกันจนแทบไม่มีช่องว่างให้หายใจ ด้านหนึ่งคือโลกอาชญากรรมที่เขาเคยคิดจะทิ้งไว้ข้างหลัง แต่กลับยิ่งถลำลึกกว่าเดิมเพราะความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับผู้ว่าจ้าง เพื่อนร่วมงาน และคนที่รู้ความลับของเขา อีกด้านหนึ่งคือโลกของการแสดงที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยและเป็นความหวังในการไถ่บาป แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเวทีที่ต้องใช้ความจริงใจแลกกับคำโกหกก้อนใหญ่กว่าเดิม แบร์รี่ต้องการเป็นที่ยอมรับในฐานะนักแสดง ต้องการความรัก ต้องการคำปรบมือ ต้องการเชื่อว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเครื่องมือสังหารของคนอื่น แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามก้าวไปข้างหน้าในโลกใหม่ รอยเท้าเปื้อนเลือดจากโลกเก่าก็ตามมาทันเสมอ การเล่าแบบหลายตอนทำให้แรงกดดันนี้ค่อยค่อยสะสมทีละชั้นอย่างมีจังหวะ ไม่ได้เร่งให้ตัวละครตัดสินใจในตอนเดียว แต่ปล่อยให้เขาผัดวันประกันพรุ่ง โกหกตัวเอง และหาข้ออ้างใหม่ใหม่ไปเรื่อยเรื่อย จนผู้ชมเริ่มเห็นรอยร้าวในคำพูดของเขาชัดขึ้นเรื่อยเรื่อย ความคมของการเล่าเรื่องแบบต่อเนื่องจึงอยู่ที่การเผยให้เห็นกระบวนการหลอกตัวเองของมนุษย์อย่างเป็นขั้นตอน จากชายที่บอกว่าเขาจำเป็นต้องทำเพื่อเอาตัวรอด ไปสู่ชายที่เริ่มใช้การแสดงเป็นข้ออ้างเพื่อทำความรุนแรงต่อไปโดยรู้สึกผิดน้อยลง ความตลกในซีซันนี้จึงไม่ได้มาจากความโก๊ะหรือไม่เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิมทั้งหมด แต่มาจากความย้อนแย้งที่น่าอึดอัด เมื่อตัวละครพยายามพูดถึงการเยียวยา การให้อภัย และการเริ่มต้นใหม่ ขณะที่มือของเขายังไม่หยุดสร้างบาดแผลใหม่ให้คนรอบข้าง ความตึงเครียดแบบนี้ทำให้แต่ละตอนเชื่อมกันเหมือนโซ่ที่รัดแน่นขึ้นเรื่อยเรื่อย ไม่มีตอนไหนที่รู้สึกเหมือนส่วนเกิน เพราะทุกการตัดสินใจเล็กเล็กในห้องเรียนการแสดงส่งผลสะเทือนไปถึงตรอกมืดในลอสแอนเจลิส และทุกการตัดสินใจในโลกอาชญากรรมก็ย้อนกลับมาทำลายความบริสุทธิ์บนเวทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่ทำให้ซีซันนี้โดดเด่นกว่าผลงานแนวอาชญากรรมผสมตลกเรื่องอื่นคือการไม่ยอมผ่อนปรนให้กับตัวเอกของตัวเอง ซีรีส์หลายเรื่องมักจะทำให้ผู้ชมเอาใจช่วยอาชญากรที่มีเสน่ห์ด้วยการทำให้เหยื่อของเขาดูสมควรตายหรือทำให้โทนเรื่องเบาจนลืมความรุนแรงไป แต่แบร์รี่เลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม มันบังคับให้ผู้ชมมองเห็นผลลัพธ์ของความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความโศกเศร้าของครอบครัวผู้สูญเสีย ความหวาดกลัวของคนที่ต้องอยู่ใต้อำนาจ และความแตกสลายของคนที่ต้องลงมือทำ บรรยากาศของเรื่องจึงแกว่งไปมาอย่างมีชั้นเชิงระหว่างห้องซ้อมการแสดงที่สว่างอบอุ่นเต็มไปด้วยความฝันกับตรอกซอกซอยยามค่ำคืนของลอสแอนเจลิสที่เงียบเย็นและคาดเดาไม่ได้ การตัดสลับกันของสองพื้นที่นี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนฉากเพื่อสร้างจังหวะ แต่คือการเปรียบเทียบโลกสองใบที่ตัวเอกพยายามอาศัยอยู่พร้อมกันอย่างสิ้นหวัง ด้านการแสดงนั้นหัวใจสำคัญอยู่ที่การถ่ายทอดความไม่มั่นคงภายในของชายผู้ไม่ถนัดทั้งการฆ่าและการแสดงอีกต่อไป สีหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงความตื่นตระหนก แววตาที่อยากเชื่อในสิ่งดีดีแต่ไม่กล้าเชื่ออย่างเต็มที่ และจังหวะการพูดที่ติดขัดเหมือนคนที่กำลังแปลภาษาของหัวใจตัวเองให้คนอื่นฟัง ตัวละครรอบข้างก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวประกอบของมุกตลก แต่เป็นภาพสะท้อนของทางเลือกที่แตกต่างกัน ทั้งครูการแสดงที่หลงตัวเองแต่โหยหาความหมาย เพื่อนนักแสดงที่ไล่ตามความฝันอย่างไม่ลืมหูลืมตา และอาชญากรที่มองชีวิตเป็นเพียงเกมอำนาจ ความสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยขับเน้นความโดดเดี่ยวของแบร์รี่ให้ชัดขึ้น เพราะยิ่งเขาอยู่ท่ามกลางผู้คนมากเท่าไร เขาก็ยิ่งต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งต้องแสดงบทบาทที่ห่างไกลจากความจริงในใจมากขึ้นเท่านั้น

ความแตกต่างที่สำคัญของซีซันนี้เมื่อเทียบกับซีซันแรกและเมื่อเทียบกับซีรีส์แนวเดียวกันคือการเปลี่ยนจากเรื่องของคนนอกที่พลัดหลงเข้ามาในโลกใหม่ ไปสู่เรื่องของคนที่ติดอยู่ตรงกลางและไม่สามารถอ้างความเป็นคนนอกได้อีกต่อไป เขาไม่ใช่เหยื่อของสถานการณ์อีกต่อไป แต่เป็นผู้สร้างสถานการณ์ด้วยมือของตัวเอง ความตลกจึงมีรสขมมากขึ้น ความเงียบมีน้ำหนักมากขึ้น และช่วงเวลาที่ควรจะอบอุ่นกลับแฝงความหนาวเยือกไว้ข้างในอย่างน่าประหลาด สำหรับผู้ชมที่ติดตามเรื่องราวแนวดราม่าอาชญากรรมที่ตั้งคำถามกับศีลธรรม ซีซันนี้มอบประสบการณ์ที่ลึกกว่าเดิม เพราะมันไม่ได้ถามเพียงว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ แต่ถามว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีความหมายอะไรหากเราไม่ยอมรับผิดอย่างแท้จริง การรับชมแบบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบอย่าง แบร์รี่ ครบทุกตอน จะทำให้เห็นพัฒนาการของรอยร้าวนี้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะรายละเอียดเล็กเล็กที่หยอดไว้ในตอนต้นจะค่อยค่อยกลายเป็นน้ำหนักที่ถ่วงตัวละครในตอนหลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่ไม่ใช่ซีรีส์ที่มอบความบันเทิงแบบฉาบฉวยแล้วจบไป แต่เป็นงานที่ทิ้งคำถามค้างไว้ในใจผู้ชม long หลังจากภาพตัดไปแล้ว ว่าสุดท้ายแล้วเวทีที่สว่างที่สุดอาจไม่ใช่ที่ที่ช่วยให้เราหนีจากความมืด แต่เป็นที่ที่ทำให้เห็นความมืดในตัวเราชัดที่สุด และคำถามนั้นเองคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางของชายคนนี้ยังคงน่าติดตาม น่าขบคิด และน่าจับตามองว่าจะพาเขาไปสู่จุดใดต่อไปโดยไม่จำเป็นต้องเฉลยบทสรุปทั้งหมดล่วงหน้า

เปิดดู Barry Season 2 ออนไลน์

นักแสดง

Bill Hader

Bill Hader

Barry Berkman
Sarah Goldberg

Sarah Goldberg

Sally Reed
Anthony Carrigan

Anthony Carrigan

NoHo Hank
Henry Winkler

Henry Winkler

Gene Cousineau
Stephen Root

Stephen Root

Monroe Fuches
D'Arcy Carden

D'Arcy Carden

Natalie Greer

คำค้นหายอดนิยม

  • แบร์รี่ ซีซัน 2
  • ซีรีส์ตลกร้าย
  • นักฆ่าอยากเป็นนักแสดง
  • อาชญากรรมลอสแอนเจลิส
  • ความรู้สึกผิด
  • การไถ่บาปและการเริ่มต้นใหม่
  • ห้องเรียนการแสดง

ป้ายกำกับ