

Barry Season 1
ทำความรู้จัก Barry Season 1
เมื่อคนที่ใช้ชีวิตด้วยการพรากชีวิตของผู้อื่นอยากจะมีชีวิตเป็นของตัวเองขึ้นมาสักครั้ง ความปรารถนานั้นคือทางรอดหรือคือภาพลวงตาที่อันตรายกว่าเดิม คำถามเชิงธีมนี้คือแกนกลางที่ขับเคลื่อน ซีรีส์ แบร์รี่ ซีซัน 1 ผลงานซีรีส์ตลกร้ายปนดรามาอาชญากรรมที่เล่าเรื่องของ แบร์รี่ เบิร์กแมน อดีตทหารผ่านศึกจากมิดเวสต์ที่ผันตัวมาเป็นนักฆ่ารับจ้างราคาถูก ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ เย็นชา และไร้ความหมาย ภายใต้การควบคุมของ ฟิวเคส คนกลางผู้เปรียบเสมือนทั้งนายจ้าง พี่เลี้ยง และเจ้าของชีวิต จนกระทั่งงานหนึ่งในลอสแอนเจลิสพาเขาเข้าไปในห้องเรียนการแสดงเล็กๆ โดยบังเอิญ และในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีบนเวทีนั้นเอง บางสิ่งในตัวเขาก็สั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกของการถูกมองเห็น การได้รับเสียงปรบมือ และการได้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง กลายเป็นเชื้อไฟที่จุดความหวังว่าเขาอาจจะวางปืนแล้วหันมาเอาดีบนเส้นทางศิลปะ ซีซันแรกจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนักฆ่าที่อยากเลิกฆ่า แต่คือการสำรวจภาวะย้อนแย้งของมนุษย์ที่อยากไถ่บาปโดยยังไม่กล้าปล่อยมือจากบาปเดิม โครงเรื่องวางเดิมพันไว้อย่างเรียบง่ายแต่แหลมคม เพราะทุกก้าวที่แบร์รี่ขยับเข้าใกล้แสงไฟบนเวที ก็คือทุกก้าวที่เขาต้องโกหกคนรอบข้างมากขึ้น และทุกครั้งที่เขาพยายามจะบอกตัวเองว่าอดีตจบแล้ว อดีตก็มักจะเคาะประตูกลับมาในรูปแบบของงานใหม่ ศพใหม่ และความรุนแรงรูปแบบใหม่ ความน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะหนีรอดหรือไม่ แต่อยู่ที่กระบวนการที่ตัวละครค่อยๆ เรียนรู้ว่าราคาของการเริ่มต้นใหม่นั้นต้องจ่ายด้วยอะไร และการแสดงที่เขาหลงใหลนั้นแท้จริงแล้วกำลังเยียวยาเขาหรือกำลังกลายเป็นหน้ากากอีกชั้นหนึ่งที่เขาใช้หลบซ่อนความผิด โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบหลายตอนของซีซันนี้ทำหน้าที่เหมือนคีมที่ค่อยๆ บีบตัวละครหลักจากสองทิศทางพร้อมกันอย่างเป็นระบบ ด้านหนึ่งคือโลกอาชญากรรมที่ไม่มีวันปล่อยคนของตัวเองไปง่ายๆ ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายนักเลงชาวเชเชนผู้นำโดย โกแรน และ โนโฮ แฮงก์ ตัวละครที่ภายนอกดูเป็นภัยคุกคามแต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ความโลภ และอารมณ์ขันแบบผิดที่ผิดทาง กับอีกด้านหนึ่งคือโลกของห้องเรียนการแสดงที่นำโดย จีน คูซิโน ครูสอนการแสดงผู้หลงตัวเองแต่ก็มีสัญชาตญาณในการมองคนอย่างเฉียบขาด และ แซลลี่ รีด นักแสดงสาวผู้ทะเยอทะยานที่กำลังต่อสู้กับความไม่มั่นคงในอาชีพและความสัมพันธ์ของตัวเอง แบร์รี่ถูกกดดันจากทั้งสองโลกในลักษณะที่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โลกหนึ่งต้องการให้เขาไร้หัวใจและมีประสิทธิภาพ ส่วนอีกโลกหนึ่งต้องการให้เขาเปิดหัวใจและเปราะบางให้เป็น การสลับไปมาระหว่างสองขั้วนี้ในแต่ละตอนไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างสถานการณ์ตลกแบบผิดฝาผิดตัว แต่ค่อยๆ สะสมน้ำหนักทางจิตใจให้ตัวละครจนผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าของการต้องสวมบทบาทตลอดเวลา ความคมของการเล่าแบบซีรีส์จึงอยู่ตรงที่มันมีเวลาเพียงพอจะให้เราเห็นพัฒนาการเล็กๆ น้อยๆ ที่หนังยาวเรื่องเดียวอาจมองข้าม เช่น วิธีที่แบร์รี่เริ่มใช้เทคนิคการแสดงมาจัดการกับความรู้สึกผิด วิธีที่เขาตีความคำว่าเป้าหมายในทางการแสดงซ้อนทับกับเป้าหมายในงานฆ่า หรือวิธีที่มิตรภาพในคลาสเรียนค่อยๆ กลายเป็นทั้งแรงจูงใจและจุดอ่อนที่ทำให้เขาตัดสินใจพลาด ทุกตอนจึงไม่ใช่การเล่าเหตุการณ์แยกส่วน แต่คือการขันเกลียวความตึงเครียดให้แน่นขึ้นทีละรอบ จนเส้นแบ่งระหว่างการแสดงกับการฆ่า การเสแสร้งกับความจริงใจ เริ่มพร่าเลือนลงอย่างน่ากลัว สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากงานแนวมือปืนกลับใจหรือตลกอาชญากรรมเรื่องอื่นอย่างชัดเจน คือท่าทีในการมองความรุนแรงและความฝันแบบไม่โรแมนติกเลยแม้แต่น้อย หากซีรีส์หรือภาพยนตร์แนวเดียวกันจำนวนมากมักจะทำให้ตัวเอกนักฆ่าดูเท่ ดูมีเสน่ห์ หรือทำให้โลกอาชญากรรมดูเป็นฉากหลังสุดสนุกสำหรับการผจญภัย แบร์รี่กลับเลือกจะถ่ายทอดความรุนแรงให้ดูน่าอึดอัด งุ่มง่าม และไร้เกียรติภูมิ ความตายในเรื่องนี้ไม่สวยงาม ไม่มีการยิงปืนแบบสโลว์โมชันให้ลุ้นระทึก แต่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด การสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และผลลัพธ์ที่ทิ้งบาดแผลไว้กับทุกฝ่าย ในขณะเดียวกันโลกการแสดงในลอสแอนเจลิสก็ไม่ได้ถูกวาดให้เป็นดินแดนแห่งความหวังอันบริสุทธิ์ แต่เป็นระบบนิเวศของความทะเยอทะยาน ความหลงตัวเอง การแย่งชิงพื้นที่ และการใช้บาดแผลของตัวเองเป็นวัตถุดิบ ความขนานกันของสองโลกนี้คือหัวใจของการวิจารณ์ เพราะมันชี้ให้เห็นว่าทั้งนักฆ่าและนักแสดงต่างก็ต้องสวมบทบาท ต้องอ่านใจคนอื่น และต้องเอาตัวรอดจากการถูกปฏิเสธในรูปแบบของตัวเอง การแสดงของ บิล เฮเดอร์ ในบทนำจึงโดดเด่นตรงความนิ่งที่บรรจุความสับสนไว้ภายใน เขาไม่เล่นเป็นคนตลกและไม่เล่นเป็นคนโหด แต่เล่นเป็นคนที่พยายามจะเป็นคนปกติแล้วล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา สีหน้าเรียบเฉยของเขากลายเป็นผืนผ้าใบให้ผู้ชมฉายความกลัว ความหวัง และความรู้สึกผิดลงไป ขณะที่บรรยากาศโดยรวมของซีซันถูกคุมโทนให้มีความแห้งแล้งแบบเมืองแอลเอ ชานเมืองที่ดูธรรมดา ลานจอดรถ ห้องเรียนแคบๆ บ้านเช่าราคาถูก ซึ่งยิ่งขับให้ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาดูผิดที่ผิดทางและน่าตกใจมากขึ้น การกำกับจังหวะระหว่างความเงียบกับความโกลาหลทำได้อย่างแม่นยำ จนบางฉากที่เริ่มต้นด้วยบทสนทนาตลกแห้งๆ สามารถพลิกเป็นสถานการณ์คับขันได้โดยไม่ต้องพึ่งดนตรีเร่งเร้าหรือกลเม็ดตัดต่อที่ฉูดฉาด สำหรับผู้ชมที่ติดตาม MAX-HD ในฐานะแหล่งรวมซีรีส์ฟอร์มใหญ่ ภาคต่อ และแฟรนไชส์ที่ต้องดูให้ครบ การรับชม แบร์รี่ ครบทุกตอน ในซีซันแรกจึงเปรียบเสมือนการปูพื้นฐานที่จำเป็นก่อนจะก้าวไปสู่ภาพที่ใหญ่และมืดหมาดกว่าในซีซันต่อๆ ไป เพราะซีซันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่แนะนำตัวละคร แต่ทำหน้าที่วางรากฐานทางศีลธรรมของทั้งเรื่อง ว่าแบร์รี่เป็นใคร เขาต้องการอะไร และเขาพร้อมจะแลกอะไรเพื่อสิ่งนั้น ความเข้าใจในจุดเริ่มต้นนี้จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงในภายหลังมีน้ำหนักมากขึ้นหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างแบร์รี่ในวันที่ยังเชื่อว่าการแสดงจะช่วยล้างอดีตได้ กับแบร์รี่ในวันที่เริ่มรู้ว่าอดีตไม่ได้ถูกล้างด้วยการเปลี่ยนอาชีพ แต่ต้องเผชิญหน้าด้วยวิธีอื่นที่ยากกว่าเดิม ซีซันแรกจึงควรค่าแก่การดูแบบต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่ข้ามตอน เพราะรายละเอียดเล็กๆ อย่างคำพูดของครูสอนการแสดง คำสารภาพของเพื่อนร่วมคลาส หรือแม้แต่ท่าทีของตัวละครสมทบอย่างโนโฮ แฮงก์ ล้วนเป็นหมุดหมายที่จะย้อนกลับมามีความหมายในภายหลัง เหตุผลที่เรื่องนี้ควรอยู่ในลิสต์ของคอซีรีส์คุณภาพก็คือมันไม่ได้ให้ความบันเทิงด้วยพล็อตที่ซับซ้อนเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยคำถามที่ทิ้งไว้ให้ขบคิดต่อ long หลังจากจอดับไปแล้ว ว่ามนุษย์คนหนึ่งจะนิยามตัวเองจากสิ่งที่เขาทำในอดีตหรือจากสิ่งที่เขาพยายามจะเป็นในปัจจุบัน และหากเส้นทางสู่การไถ่บาปต้องเหยียบย่ำผ่านความเสียหายของคนอื่น เส้นทางนั้นจะยังเรียกว่าการเริ่มต้นใหม่ได้อีกหรือไม่
รับชม Barry Season 1 ตอนที่ 1
นักแสดง

Bill Hader

Sarah Goldberg

Anthony Carrigan

Henry Winkler

Stephen Root

Glenn Fleshler
คำค้นหายอดนิยม
- แบร์รี่ ซีซัน 1
- ซีรีส์ตลกร้าย
- นักฆ่าอยากเป็นนักแสดง
- อาชญากรรมดรามา
- ห้องเรียนการแสดง
- การไถ่บาป
- บิล เฮเดอร์

